- หน้าหลัก
- สาระน่ารู้
- เลคเชอร์กฎหมาย
- "ภาระการพิสูจน์" ในคดีแพ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 84/1
"ภาระการพิสูจน์" ในคดีแพ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 84/1
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 บัญญัติว่า “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตนให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”
ภาระการพิสูจน์ออกเป็น 2 กรณี คือ
1️⃣ ภาระการพิสูจน์ที่เป็นหลักทั่วไป กล่าวคือ ผู้ใดกล่าวอ้าง ผู้นั้นนำสืบ ซึ่งกรณีส่วนใหญ่ภาระการพิสูจน์จะตกอยู่แก่โจทก์ เช่น โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินของโจทก์ไป โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด
ฎีกาที่ 1234/2529 โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม 2 รายการ แต่ทรัพย์ 2 รายการนี้ไม่ปรากฏในบัญชีท้ายคำร้องขอจัดการมรดกของจำเลย และจำเลยโต้แย้งว่าไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของผู้ทำพินัยกรรม ปัญหาว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ เมื่อโจทก์อ้างว่าเป็นมรดก โจทก์มีหน้าที่นำสืบ
ฎีกาที่ 376/2525 โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่นา ส.ค. 1 จากจำเลยอ้างว่าเป็นมรดกของปู่โจทก์ ซึ่งตกได้แก่โจทก์จำเลยร่วมกันและได้ครอบครองร่วมกันมา จำเลยให้การว่าปู่ของโจทก์ยกที่นาพิพาทให้แก่บิดาของจำเลยก่อนตาย จำเลยครอบครองที่พิพาทโดยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเป็นเวลาประมาณ 30 ปีแล้ว โจทก์และบิดาโจทก์ไม่เคยเข้าเกี่ยวข้อง เท่ากับจำเลยปฏิเสธว่าที่พิพาทไม่ใช่มรดก และโจทก์ไม่ได้ครอบครอง โจทก์มีหน้าที่นำสืบตามข้อกล่าวอ้าง
ฎีกาที่ 5400/2537 โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากจำเลยทั้งสอง อ้างว่าโจทก์มอบที่ดินให้จำเลยทำกินต่างดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า โจทก์ขายที่พิพาทให้จำเลยทั้งสองแล้ว ถือว่าจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โดยมิได้ตั้งประเด็นขึ้นมาใหม่ เพราะข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ขายที่ดินให้จำเลยทั้งสองแล้วนั้น เป็นเพียงเหตุผลของการปฏิเสธ โจทก์มีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องที่ว่า โจทก์มอบที่พิพาทให้จำเลยทั้งสองทำกินต่างดอกเบี้ย ไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยทั้งสองที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ว่าลายมือชื่อผู้ขายในสัญญาขายพิพาทเป็นของโจทก์
🔥ข้อสังเกต
1) ภาระการพิสูจน์ในเรื่องค่าเสียหายในมูลละเมิด ตกแก่ฝ่ายโจทก์ (แม้โจทก์จะสืบไม่ได้หรือไม่ได้สืบเลย ศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้ตามสมควร)
ฎีกาที่ 1888/2547 ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนว่าจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวแม้จำเลยทั้งสามไม่ให้การต่อสู้ในเรื่องค่าเสียหาย ศาลก็อาจกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายได้
2) ภาระการพิสูจน์ในเรื่องอายุความ ตกแก่ฝ่ายโจทก์
ฎีกาที่ 7568/2562 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 5 รับผิดในฐานะคู่สมรสของ ก. ที่ได้ให้ความยินยอมในการทำสัญญาและในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมเพราะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและฟ้องจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ให้รับผิดในฐานะที่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ให้การว่า โจทก์ทราบว่า ก. เสียชีวิตเกินกว่า 1 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าคดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7
แต่อย่างไรก็ดี กรณีที่จำเลย “ให้การปฏิเสธโดยยกข้อต่อสู้ใหม่” ภาระการพิสูจน์ตกแก่ “จำเลย” เช่น ยอมรับว่าทำสัญญาจริง แต่ทำเพราะสำคัญผิด ถูกกลฉ้อฉล ถูกข่มขู่ เกิดจากเจตนาลวง เป็นนิติกรรมอำพราง, แต่กล่าวอ้างถึงความไม่สมบูรณ์ของมูลหนี้, ยังไม่ได้รับมอบเงินตามสัญญา, ทำเพื่อประกันหนี้อื่น, ได้ชำระหนี้บางส่วน/ครบถ้วนแล้ว (หนี้ระงับแล้ว), โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา
ฎีกาที่ 454/2562 โจทก์ฟ้องบังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 43392 โดยอาศัยสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงิน จำเลยให้การว่า สัญญาจำนองที่ดินเป็นนิติกรรมอำพราง การที่โจทก์และมารดาจำเลยซื้อขายบ้านที่ปลูกสร้างบนโฉนดเลขที่ 43392 และ 43393 ซึ่งมารดาจำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 43393 ไปเป็นประกันการชำระหนี้ไว้กับเจ้าหนี้รายอื่น โจทก์เกรงว่าระหว่างรอการไถ่ถอนที่ดินดังกล่าว มารดาจำเลยจะนำบ้านไปขายให้แก่บุคคลอื่น จึงให้จำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 43392 ไว้เป็นประกันการชำระค่าที่ดินครึ่งหนึ่งก่อน ดังนี้ เท่ากับจำเลยรับว่าทำสัญญาจำนองที่ดิน ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินแก่โจทก์และยังไม่ชำระหนี้ตามฟ้อง แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เป็นข้อต่อสู้ว่า เงินที่โจทก์ส่งมอบให้มารดาจำเลยนั้นเป็นการชำระค่าที่ดินโฉนดเลขที่ 43392 ถือได้ว่าจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใด ๆ ขึ้นใหม่ เพื่อสนับสนุนคำให้การของตน ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยที่มีหน้าที่นำสืบว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไร ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 เมื่อจำเลยไม่มีพยานมาสืบให้ได้ข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้าง จึงตกเป็นฝ่ายแพ้คดี
2️⃣ ภาระการพิสูจน์กรณีได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน
เป็นกรณีที่บทบัญญัติในกฎหมายมีข้อสันนิษฐานที่เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผลคือภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐาน แบ่งออกเป็น
- ข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย
- ข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดา
👉🏻 ข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย เช่น
🔸ป.พ.พ. มาตรา 437 กรณีการทำละเมิดที่เกิดขึ้นโดยยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล โจทก์ผู้ถูกละเมิดได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่า จำเลยผู้ครอบครองหรือควบคุมยานพาหนะอันเดินด้วยเครื่องจักรกลนั้นเป็นผู้ทำละเมิด ต้องรับผิดชอบเพื่อความเสียหาย (โดยโจทก์ไม่ต้องพิสูจน์)
🔸 ป.พ.พ. มาตรา 1373 ให้สันนิษฐานว่าผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิโดยชอบ ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่อีกฝ่ายหนึ่งที่กล่าวอ้างความเป็นเจ้าของ แต่ไม่ใช่ผู้มีชื่อในทะเบียน ทั้งนี้ ใช้เฉพาะกรณีพิพาทกันเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนดหรือสิทธิครอบครองในที่ดิน น.ส.3 (หนังสือรับรองการทำประโยชน์)
🔸 ป.พ.พ. มาตรา 1369, 1372 ให้สันนิษฐานว่าผู้ที่ยึดถือครอบครองทรัพย์อยู่ เป็นเจ้าของ/ผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบ ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่อีกฝ่ายหนึ่งที่กล่าวอ้างความเป็นเจ้าของ แต่ไม่ใช่ผู้ที่ยึดถือครอบครองทรัพย์อยู่ตามความเป็นจริง ทั้งนี้ ใช้เฉพาะกรณีพิพาทกันเรื่องสิทธิครอบครองในที่ดิน ส.ค.1 (หนังสือแจ้งสิทธิครอบครอง) สิทธิครอบครองในที่ดิน มือเปล่า กรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์
🔸 ป.วิ.พ. มาตรา 127 การโต้แย้งเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง หรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น และเอกสารเอกชนที่มีคำพิพากษาแสดงว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ฝ่ายที่มีชื่อในเอกสารดังกล่าวย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน ภาระการพิสูจน์ว่าเอกสารมหาชนไม่ใช่ของแท้จริงหรือไม่ถูกต้อง ย่อมตกแก่ฝ่ายที่ไม่มีชื่อในเอกสารดังกล่าว
🔸 ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคท้าย ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส
ข้อสังเกต ข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคท้าย นี้ ใช้เฉพาะกรณีโต้แย้งกันระหว่างสามีภริยา ไม่ใช้บังคับกับบุคคลภายนอก ดังนั้น กรณีหลังนี้ต้องกลับไปใช้ ป.พ.พ. มาตรา 1373 (ฎีกาที่ 7772/2540)