- หน้าหลัก
- สาระน่ารู้
- เลคเชอร์กฎหมาย
- การแก้ไขสัญญาเงินกู้
การแก้ไขสัญญาเงินกู้
📌การแก้ไขสัญญากู้ยืมเงิน
🔹กรณีที่ 1 การแก้ไขในระหว่างที่ทำหลักฐานการกู้ยืมที่ยังทำเอกสารนั้นไม่เสร็จตามความประสงค์ของ คู่กรณี แม้ไม่ลงชื่อกำกับก็เป็นหลักฐานการกู้ยืมที่สมบูรณ์
🔹กรณีที่ 2 การแก้ไขหลักฐานการกู้ยืมเงินที่สมบูรณ์แล้ว
2.1 ถ้าภายหลังที่ได้ทำสัญญาการกู้ยืมเงินเสร็จสิ้นไปแล้วมีการกู้เพิ่มเติมโดยไม่ได้ทำหลักฐาน
การกู้ยืมขึ้นใหม่แต่ได้ไปขีดฆ่าเฉพาะจำนวนเงินในสัญญากู้เดิมแล้วเขียนจำนวนเงินเพิ่มเติมตามจำนวนที่กู้ ไปสองครั้งรวมกันโดยผู้กู้ไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ ถือว่าการกู้ยืมเงินเฉพาะครั้งแรกเท่านั้นที่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ ส่วนการกู้ยืมเงินครั้งหลังไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ผลคือผู้กู้คงรับผิดเฉพาะการกู้ยืมเงินครั้งแรกเท่านั้น (ฎ.1492/2563)
2.2 ถ้าผู้ให้กู้แก้ไขจำนวนเงินในสัญญากู้ให้มีจำนวนมากขึ้นโดยผู้กู้ไม่รู้เห็นยินยอม สัญญาดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม (ป.อ.มาตรา 264,265)ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมไม่ได้ แต่อย่างไรก็ดีสัญญากู้เดิมยังคงใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินได้ ผู้กู้จึงยังคงต้องรับผิดในจำนวนเงินกู้เดิมก่อนแก้ไข (รับผิดตามที่กู้จริง) (ฎ.1149/2552)
🔹กรณีที่ 3 สัญญากู้ไม่กรอกข้อความ
3.1 ผู้ให้กู้กรอกข้อความตามที่กู้จริง สัญญากู้ไม่เป็นเอกสารปลอม และใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินได้ แม้จะไม่ได้รับความยินยอมจากผู้กู้ก็ตาม (ฎ.5685/2548)
3.2 ถ้าผู้กู้เพียงแต่ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญาโดยไม่ได้กรอกจำนวนเงินกู้ไว้ ต่อมาผู้ให้กู้กรอกข้อความเป็นจำนวนมากกว่าที่กู้จริงโดยผู้กู้ไม่รู้เห็นยินยอม เป็นเอกสารปลอม (ป.อ.มาตรา 264,265) ใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมไม่ได้ (ไม่มีการกรอกจำนวนเงินจริงมาตั้งแต่แรกจึงไม่สามารถใช้จำนวนเงินจริงในการฟ้องร้องได้เลย เป็นเอกสารปลอมทั้งฉบับ) ไม่เคยมีหลักฐานสัญญากู้ที่สมบูรณ์มาก่อน (ฎ.7541/2548, ฎ.552/2548, ฎ.2518/2547)
📍ข้อสังเกต
ในกรณีดังกล่าวนี้ แม้จำเลยจะให้การยอมรับว่ามีการกู้ยืมเงินตามจำนวนน้อยกว่าสัญญาระบุไว้จริง หากเป็นการกู้ยืมกว่า 2,000 บาท จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดเพราะถือว่าไม่มีหลักฐานมาตั้งแต่แรก (ฎ.1539/2548)