- หน้าหลัก
- สาระน่ารู้
- ชุดภาพหลักกฎหมาย
- สรุปหลักกฎหมาย เรื่อง กรรโชกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 337
สรุปหลักกฎหมาย เรื่อง กรรโชกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 337
สรุปหลักกฎหมาย เรื่อง กรรโชกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 337
🔹หลักพิจารณา
📍1. การข่มขืนใจต้องกระทำโดยวิธีการ “ใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สิน” ของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม
▶️1.1 โดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นไปตาม มาตรา 1 (6)
▶️1.2 โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สิน การขู่เข็ญตาม มาตรา 337 แตกต่างกับขู่เข็ญ มาตรา 339 ซึ่งรวมถึงการทำอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สิน เช่น ขู่ว่าจะนำตำรวจมาจับ , ขู่ว่าจะไปกุเรื่องให้เสียชื่อเสียง, ขู่ว่าจะไปลอบวางเพลิงเผาทรัพย์
และการทำอันตรายอาจจะต้องกระทำทันทีเหมือน มาตรา 339 หรืออาจจะกระทำในอนาคตก็ได้ (ต่างกับชิงทรัพย์ ต้องเป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายในทันทีทันใด)
▶️ฎ.3656/2527 จำเลยบอกผู้เสียหายว่ามีคนจ้างจำเลยฆ่าผู้เสียหาย แต่ไม่บอกชื่อคนจ้าง พร้อมกันนั้นจำเลยขอเงินผู้เสียหาย ถ้าหากไม่ให้ก็จะไม่รับรองความปลอดภัย ผู้เสียหายตกลงยอมให้และนัดมาเอาเงินในวันรุ่งขึ้น คำพูดของจำเลยดังกล่าวเป็นการข่มขู่ผู้เสียหายให้ยอมให้หรือยอมจะให้เงินแก่จำเลย อันเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายครบองค์ประกอบความผิดฐานกรรโชกแล้วแม้จะใช้คำว่า 'ขอ' และ 'เพื่อบอกชื่อผู้ที่จ้างฆ่า' ก็เป็นเพียงเหตุผลประกอบการข่มขู่เท่านั้น หาทำให้การข่มขู่นั้นกลายเป็นการเรียกร้องเงินเพื่อตอบแทนการบอกชื่อผู้ว่าจ้างฆ่าผู้เสียหายไม่
จำเลยข่มขืนใจโดยการข่มขู่จนผู้เสียหายยอมจะให้เงินแก่จำเลยและนัดมารับเงินในวันรุ่งขึ้น ถือได้ว่าการกรรโชกได้สำเร็จแล้วแม้ผู้เสียหายจะยินยอมเพื่อต้องการรู้ตัวผู้จ้างจำเลยและได้นำเจ้าหน้าที่มาคอยจับจำเลยเมื่อมารับเงินในวันรุ่งขึ้น ก็หาทำให้เป็นความผิดฐานพยายามไม่
📍2. ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน
▶️2.1 ได้แก่ ทรัพย์สินที่มีรูปร่าง และไม่มีรูปร่างก็ได้ โดยอาจจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ด้วยก็ได้ เช่น จำเลยที่ 1 ชกต่อยทำร้ายผู้เสียหายเพื่อบังคับขู่เข็ญให้ผู้เสียหายจำต้องลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินและสัญญาซื้อขาย เพราะสัญญากู้เงินก่อให้เกิดสิทธิในหนี้ซึ่งมีวัตถุแห่งหนี้เป็นเงินแก่ผู้ให้กู้ จึงเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแก่ผู้ให้กู้ (ฎ.2645/2543)
▶️2.2 แต่!! การบังคับให้คิดบัญชีการเงินให้ (ฎ.1447/2513), บังคับให้โอนขายสิทธิการเช่าให้ผู้อื่น (ฎ.478/2559), บังคับให้ปิดร้านค้า (ฎ.5483/2543) แรงงาน, การบริการ เช่น บังคับให้ร้องเพลง, ให้ขับรถไปส่งโดยไม่เสียค่าโดยสาร,
ขู่พ่อแม่ผู้หญิงให้เลิกกีดกันกับลูกสาว ฯลฯ ไม่ถือว่าเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน
แต่เป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหาย กระทำการ ไม่กระทำ หรือจำยอมต่อสิ่งใดเท่านั้น อันเป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ ตาม มาตรา 309
📍3. การข่มขืนใจโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม
▶️3.1 โดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นไปตาม มาตรา 1 (6)
▶️3.2 โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สิน การขู่เข็ญตาม มาตรา 337 แตกต่างกับขู่เข็ญ มาตรา 339 ซึ่งรวมถึงการทำอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สิน
▶️3.3 อาจจะเป็นการกระทำต่อผู้ถูกข่มขืนใจหรือของบุคคลที่สาม
📍4. จนผู้ถูกข่มขืนใจ “ยอมเช่นว่านั้น”
▶️4.1 คำว่า “ยอมเช่นว่านั้น” คือ “ยอมให้” หรือ “ยอมจะให้”
▶️4.2 การ “ยอมให้” หรือ “ยอมจะให้” ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน อาจเป็นการให้ต่อ
“ผู้ข่มขืนใจ” หรือ ให้ต่อ “บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ข่มขืนใจ” ก็ได้
▶️4.3 การ “ยอมให้” หรือ “ยอมจะให้” ต้องเป็นผลที่เกิดจาก “ใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายฯ” ดังนั้น ถ้าการ “ยอมให้” หรือ “ยอมจะให้” ถ้าหากเกิดจากการซ้อนแผนเพื่อจะจับกุม